พอดีนั่งอ่านข่าวออนไลน์ไป เหลือบไปเห็นประเด็นที่ว่า "ทราบหรือไม่ว่า พฤติกรรมอย่างไหนที่ไม่ควรทำกับเพื่อน"ก็รู้สึกว่า "เออ...แล้วอะไรหล่ะที่ไม่ควรทำกับเพื่อน _*___"

 

- ขัดขา : แกล้งขัดขาเพื่อนจนหกล้ม คะมำกลางห้องนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ แบบสุด ๆ<----อื้ม เราไม่เคยทำน่ะ มีแต่เคยสะดุดขาเพื่อนล้มเอง

- ล้อชื่อคนที่เพื่อนแอบชอบ : บางที่การที่ใจหวั่นไหวไปแอบชอบใครสักคน เขาก้ออยากให้เป็นความลับ<---ซวยล่ะ อันนี้ทำบ่อย = = "ก็บางทีคนเราก็ต้องมีแซวกันบ้างเล็กน้อยจะได้สดชื่น(รึเปล่า??)

- เอาเบอร์โทรเพื่อนให้ผู้ชายคนอื่น : การเอาเบอร์โทร.เพื่อนไปให้ผู้ชายคนอื่น ทำให้เพื่อนต้องหงุดหงิด จากการที่ได้รับโทรศัพท์จากใครก้อไม่รู้ <----อันนี้ไม่เคยแน่นอน ฟันธง!!

- เอาสัตว์หรือสิ่งที่เพื่อนเกียจมาโยนใส่ : ถ้ารู้ว่าเพื่อนกลัวอะไร แต่ยังเอาสัตว์ชนิดนั้นมาโยนใส่ ขอบอกว่าเธอใจร้ายมาก <--- ไม่เคยโยนใส่มีแต่เอาไปใกล้ๆเพื่อน เพราะเคยมีเพื่อนกลัวกล้วย แล้วเราชอบกินกล้วย เพื่อนยืนอยู่ใกล้ๆ พอเราควักกล้วยออกมาจากกระเป๋าจะกินเพื่อนเราก็หนีใหญ่เลย ฮ่าๆๆ

- นินทา : คนที่ชอบนินทา ใส่ร้ายป้ายสีเพื่อนให้คนอื่นเกลียด เพราะเธอแสดงความอ่อนแอ ในใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด แถมยังขี้อิจฉาอีกด้วย<--- รู้สึกว่าการนินทาเป็นเรื่องไม่ดีเพราะตัวเราเองก็ไม่ชอบการนินทา แต่บางทีมันก็ไม่ไหวแล้ว เพราะเพื่อนคนนี้มันเหลือทนจริงๆ = ="   คิดโดยใช้หลักธรรมชาติ มันเป็นเรื่องธรรมดาของอาร์ทตัวแม่ และอาร์ทตัวพ่อไม่ใช่รึ?? ไม่ใช่ผู้หญิงที่ชอบนินทาน่ะ แต่ผู้ชายก็ชอบนินทาเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?? 

- ล้อปมด้อย : แบบนี้เขาเรียกเพื่อนไม่แท้ เพราะเอาแต่เรื่องไม่ดีมาล้อเพื่อน เหมือนเป็นการตอกย้ำความไม่ดีในตัวเพื่อน <----เอ่อ..มีบ้าง แต่ไม่ได้ถึงขนาดรุนแรง เพราะก็โดนล้อบ่อยเหมือนกัน _*__"

- มองด้วยหางตา : คนที่ชอบมองเพื่อนด้วยสายตากึ่ง ๆ ดูถูก เป็นคนที่แย่มาก ๆ เพราะในความจริง คนที่เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เขาต้องรักและให้เกียรติกัน<--- อันนี้ไม่ทำจริงๆ เพราะเราก็ไม่ชอบให้ใครมองด้วยหางตา

- พูดจาให้เพื่อนเสียหน้า : มีบางคนที่ชอบพูดจา หรือทำให้เพื่อน เสียหน้ากลางสาธารณชน คนที่ทำแบบนี้ได้ ขอบอกเลยว่าเธอจิตใจแย่เต็มที <--- อันนี้ไม่ทำแน่ๆเพราะเคยโดนเพื่อนทำให้เสียหน้าอย่างแรง และสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ทำแบบนั้นแน่!!

ถ้าไม่อยากให้เพื่อนโกรธและคบกันได้นาน ๆ ก็อย่าทำพฤติกรรมเหล่านี้เลย.<-- Absolutelyค่ะจะพยายามปรับปรุงตัวด้วยเช่นกัน ^__^

 

 

 

แล้วทราบหรือไม่ว่า"แฟนแบบไหนที่เราไม่ควรจะรัก" ตัวเราเองก็เคยสงสัยเหมือนกัน แต่พอดีไม่เคยมีแฟน ฮ่าๆๆๆเลยไม่รู้ว่ามีแฟนแล้วมันจะเป็นยังไง แต่ใครมีแฟนดังต่อไปนี้ ลองพิจารณาดูใหม่น่ะว่าจะคบต่อดีมั้ย??(แต่อย่าลืมว่า บางที การเป็นบางข้อมันก็ไม่ได้แย่อะไรนัก เพราะเรารักเค้าในแบบที่เค้าเป็นไม่ใช่เหรอ ^__^)

1. แฟนประเภทชอบรื้อฟื้น--ชอบพูดแต่เรื่องเก่า ๆ สมัยที่ผ่านมานาน และชอบพูดถึงแฟนเก่าว่าดีอย่างโน่นอย่างนี้ พร้อมจับทั้งแฟนใหม่กับแฟนเก่ามาเปรียบเทียบกัน ยิ่งพูดก็ยิ่งทำให้แฟนใหม่หมดกำลังใจไปเรื่อย ๆ

^

แบบนี้ใครได้เป็นแฟนคงเศร้า เพราะคงไม่มีใครอยากถูกเปรียบเทียบตลอดเวลา


2. แฟนชอบโกหกจนเป็นนิสัย--การโกหก เป็นยาพิษที่บ่อนทำลายความรักได้ง่ายและรวดเร็วที่สุด

^

ถ้าหากแฟนมารู้ทีหลังว่าถูกโกหกจะยิ่งรู้สึกเสียใจมากกว่ายอมรับไปตรงๆว่าได้ทำอะไรลงไป

3. แฟนเจ้าชู้ไม่เลือกหน้า--เผลอหน่อยไม่ได้ต้องเอาตัวเข้าไปเบียดกับคนอื่น และอ้างเหตุผลเดิม ๆ ว่า เด็กเขายั่ว อย่างนี้เราก็อย่าลดตัวไปเป็นมารคอหอยเขาเลยแล้วกัน

^

คือปกติผู้ชายจะมองตามผู้หญิงสวยๆบ้างเป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะผู้หญิงเวลาเห็นผู้หญิงด้วยกันที่สวยๆยังรู้สึกว่าเค้าสวยเลย แล้วผู้ชายเค้าจะนิ่งเป็นหลักกิโลก็แปลกล่ะ แต่ถ้าเจ้าชู้ขนาดนี้ก็น่าจะพิจารณาใหม่น่ะว่ามันธรรมชาติรึเปล่า?

4. แฟนที่ไม่สนว่า..จำเป็นต้องเอาใจคนรักอะไร..กันนักหนา--หากรักกันจริงก็ควรดูแลเอาใจใส่ไม่ใช่คิดว่าไม่เห็นจำเป็นต้องเหลียวแล ความรักคือการแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้แก่กัน

^

ถ้าได้ดูเดี่ยวเจ็ด ก็จะเข้าใจว่าสิ่งที่ผู้หญิงต้องการมีอะไรบ้าง ที่แน่ๆความเอาใจใส่เป็นสิ่งสำคัญ บางทีพอถึงวันสำคัญ ไม่จำำเป็นต้องมีของขวัญอะไร แค่พูดบอกว่าHappy Birthday หรือ Happy New Year สั้นๆง่ายๆก็พอแล้ว

5. แฟนไม่เคยมีเวลาให้--รวมถึงการผิดนัด บอกปัด อ้างงานเยอะ แม้แต่วันหยุดก็ไม่รู้หายไปไหน อย่างนี้จะเป็นแฟนกันไปทำไม

^

อันนี้ถ้าจับได้ก็เรื่องนึง แต่ถ้าไม่ได้ก็รอดไป ฮ่าๆๆๆ


6. แฟนไม่เคยทำตามสัญญา--อย่าสัญญาเพียงลมปากอย่างเดียว แต่ต้องทำให้เป็นจริงด้วย

^

สัญญาต้องเป็นสัญญา เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ขอให้ทำจริงก็พอ

7. แฟนที่ชอบตอกย้ำซ้ำเติมปมด้อยให้น้อยเนื้อต่ำใจได้ตลอดเวลา

^

 อันนี้เลวล่ะ เลิกกันเลยดีกว่า..

 

ถ้าใครอยากได้แฟนที่ดี ๆ  ก็อย่าให้นิสัยเข้าข่ายตามข้อที่แนะนำ.(โดยเดลินิวส์)

 

 

ข้อมูลทั้งหมดได้มาจาก หัวข้อเกร็ดความรู้ ของข่าวเดลินิวส์ออนไลน์

 

edit @ 24 Jan 2009 16:14:24 by Toffee's World

Take a long break...

posted on 07 Dec 2008 14:03 by flying-dreamer  in Event

เหอๆๆๆ คือจริงๆแล้วก็ไม่ได้อยากจะหายไปนานๆแบบนี้

แต่พอดีหลังๆไม่ค่อยว่างเท่าไหร่(งานเข้าเล็กน้อย) เลยไม่ได้เขียน Diaryนัก

เพราะงั้น จะขอความกรุณาเพื่อนๆที่ผ่านเข้ามา เข้าไปเยี่ยมกันใน

 

" http://toffeeworld.multiply.com "

or Click here

 

แทนน่ะค่ะ ไว้หลังจากนี้ซักระยะ จะหาเวลามาเล่าเรื่องราวช่วงที่หายไปค่ะ (เหมือนจะมีอะไรเล่าเลยแฮะ _*___") ขอบคุณทุกคนทุกความห่วงใยน่ะค่ะ

 

 

Take a break

 

 

ปล. ผ่าฟันคุดไปแล้วสองซี่ค่ะ เจ็บสุดยอด เหลืออีกแค่ซี่เดียวเท่านั้น -- W -- 

และก็ฝากความหวังดีถึงทุกๆคนด้วยน่ะค่ะ ใกล้สอบกลางภาคแล้ว ตั้งใจอ่านหนังสือน่ะค่ะ สู้ๆค่ะ

edit @ 7 Dec 2008 14:58:38 by Toffeeworld

วันนี้เราแอบโดดเรียนสองคาบ(ตอนแรกก็ไม่ได้จะโดดหรอก กะแค่ไปตรวจฟันแป๊บๆ เพราะรู้สึกเจ็บๆเหงือกที่อยู่ถัดจากฟันกรามซี่สุดท้าย) ไปตรวจฟันที่คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯมา

ปกติเราเป็นคนที่พบหมอฟันทุกๆสี่ถึงหกเดือน แต่อยู่ดีๆ ก็มีก็ปวดเหงือกมาก กลัวเป็นโรคปริทันต์ เลยรีบไปหาฟันที่เราไปประจำ หมอบอกไม่เป็นไรมากหรอก ไม่ต้องคิดมาก แต่หลังๆมันก็ปวดขึ้นมาอีก หมอเลยแนะนำให้ไปตรวจที่โรงพยาบาลดู ให้เค้า X-rayให้ เราก็โอเค ไปก็ไป

ขอย้อนหน่อย ว่าตอนเด็กๆเราเคยมีความทรงจำสุดสยองตอนไปถอนฟัน เพราะเป็นฟันน้ำนม แต่เป็นฟันกราม แล้วตอนนั้นเราก็เด็กๆ เค้าบอกให้กัดไว้ประมาณชั่วโมงถึงสองชั่วโมง รวมถึงอย่าเพิ่งทานของเย็นๆ เราก็ทำตามนั้น แต่... หมอไม่ได้บอกนี่ว่าห้ามบ้วนน้ำ ฉะนั้น พอครบชั่วโมง เราก็รีบบ้วนน้ำเปล่าทันที(ไม่ค่อยชอบให้มีเลือดกลิ่นแปลกอยู่ในปาก) แต่ทว่า.... เลือดมันกลับไหลไม่หยุด ยิ่งบ้วนน้ำ มันก็ยิ่งออกมาเรื่อยๆ จะไปหาหมอ ก็กลัวว่าหมอจะกลับบ้านไปแล้ว เราเลยบ้วนน้ำลายปนเลือดตลอดคืน จนเช้าเลือดก็ดูเหมือนจะน้อยลงแต่ก็ออกมาเรื่อย  แม่เลยรีบพาไปหมอ พอไปถึง หมอบอกว่า อ๋อ ไม่เป็นไร เลือดมันหยุดไปแล้ว แต่ว่านี่เป็นเหมือนเลือดที่ตกค้างอยู่ในปาก เดี๋ยวรออีกซักพักก็หมด

แต่.... ถึงหมอจะบอกแบบนั้น แต่มันได้ทำให้หัวใจเด็กวัยเก้าขวบอย่างเรา ต้องกลายเป็นคนที่กลัวการไปหาหมอฟันไปตลอดชีวิต เนื่องจากกลัวการไปหาหมอฟันทำให้เราต้องทั้งพยายามแปลงฟันทุกวัน วันละหลายๆรอบเพื่อป้องกันการไปหาหมอฟันแล้วเรายังต้องไปเช็คฟันทุกๆสี่ถึงหกเดือน เราจะได้ไม่ต้องถอนหรืออุดฟันโดยไม่จำเป็น(ใครเป็นพ่อเป็นแม่ต้องใส่ใจกับการทำฟันหน่อยน่ะ เพราะการที่เด็กยังไร้เดียงสานั้น อาจเป็นสาเหตุให้เด็กทำอะไรแบบที่ไม่รู้ ทำกลายเป็นความฝังใจซึ่งอาจมีผลต่อชีวิตเด็กทั้งชีวิต)

จนวันนี้ชะตากรรมกลับเล่นตลกกับเรา ทำให้เราต้องไปพบหมอฟันเนื่องจากปวดเหงือกเรื้อรัง เมื่อเราเดินเข้าไป เราเจอคุณหมอผู้หญิง(ท่าทางจะเป็นอาจารย์หมอเพราะวัยวุฒิที่น่าจะถึงหกสิบและคุณวุฒิ)ผู้ใส่เหล็กดันฟันสีชมพูใสกิ๊กถามเราว่าเป็นอะไรมา เราก็บอกไปคิดว่ามีฟันคุด เชื่อมั้ยว่า หมอให้เราอ้าปาก แล้วก็มองๆไม่ถึงห้าวิ หมอบอกว่า มีฟันคุดประมาณสามสี่ซี่น่ะ ส่งไปx-rayเลย เราก็แบบเอ่อ หนูปวดแค่ซี่เดียวน่ะค่ะ(คิดในใจ) แต่ก็ไปตามที่ท่านสั่ง

พอไปถึงห้อง X-ray หน้าห้องเค้าก็จะมีป้ายบรรยายวิธีการx-ray โดยที่นี่จะใช้วิธีการเดนทัลซีที(Dental CT)

เกร็ดเล็กน้อย สำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักฟันคุดเลยเหมือนเรา
วิธีการเดนทัลซีที(Dental CT) เป็นเครื่องถ่ายรังสีซีทีหรือเครื่องแคทสแกน(CAT scan)ที่เน้นสำหรับงานทันตกรรม ( อาจเรียกว่า Cone-Beam Volumetric Tomography,CBCT หรือ Ortho CT)ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ ร่วมกับรังสีเอกซ์ ในการสร้างแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ เพื่อประกอบการวินิจฉัยโรค หรือวางแผนการรักษา โดยจะต่างจากเครื่อง CTทางการแพทย์ทั่วไปตรงที่จะใช้ลำรังสีเป็นรูปกรวย สแกนรอบวัตถุ 1 รอบเพื่อเก็บข้อมูลตามต้องการได้อย่างครบถ้วน แต่เครื่อง CTทางการแพทย์ทั่วไปจะใช้ลำรังสีแบบพัดจะจัดเก็บข้อมูลเป็นชั้นๆจนกว่าจะครอบคลุมบริเวณที่ต้องการ ดังนั้นจึงช่วยให้เวลาที่ใช้ในการถ่ายภาพรังสี ปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับ และค่าใช้จ่ายจะน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการถ่ายภาพด้วยCTทางการแพทย์(ถูกกว่าจริงๆ เพราะเราจ่ายไป สองร้อยห้าสิบบาทเท่านั้น)


พอเราเข้าไปในห้องx-ray เค้าก็จะให้เราใส่เสื้อที่เป็นเหมือนหนังหนาๆอะไรซักอย่างและก็หนักๆก่อนเพื่อป้องกันรังสี และเค้าก็จะให้เราเอาคางไปวางไว้บนแท่นเล็กๆของเครื่องนี้เหมือนเวลาไปตรวจสายตา โดยจะมีแท่งพลาสติกเล็กๆให้เรากัดไว้ตรงกลางปากเพื่อให้ฟันเราไม่ติดกัน และจะได้เห็นถึงการเรียงตัวของฟัน เสร็จแล้วเจ้าเครื่องนี้ที่มีเหมือนแขนสองแขนยื่นออกมาจากด้านบนก็จะหมุนเป็นวงรอบๆหัวเรา ในตอนนี้จะใช้เวลาน้อยมาก และเค้าก็จะให้เราไปนั่งรอด้านนอก เพื่อเอาฟิล์ม   และพอเราได้ฟิล์ม เราก็เดินเอาไปส่งให้คุณพยาบาลเพื่อส่งต่อให้คุณหมอวิเคราะห์ต่ออีกทีเป็นอันเสร็จ

และแล้วสิ่งที่เรารอคอยก็เริ่มต้น คุณหมอดูฟิล์มของเราและพูดว่า หนูมีฟันคุดสามซี่น่ะ ได้แก่ในสุดด้านบนซ้ายและล่างซ้าย และอีกจุดที่ด้านล่างขวา  ต้องถอนออกทั้งหมด ไม่งั้นมันก็จะเบียดฟันอื่นๆ และที่สำคัญ หมอยังบอกอีกว่า ซี่บนซ้ายนั้น มันจะผ่ายากมาก(เคสยาก) เพราะมันอยู่สูงขึ้นไปเยอะ และทุกซีที่กล่าวมานั้น ทั้งหมดอยู่ยังอยู่ในเหงือก ไม่โผล่ออกมาที

เกร็ดเล็กน้อย สำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักฟันคุดเลยเหมือนเรา 2

ฟันคุด หมายถึง ฟันที่ไม่สามารถขึ้นมาทางช่องปากได้ตามปกติซึ่งอาจจะไม่ขึ้นมาเลย หรือขึ้นมานิดหน่อย ไม่เต็มซี่เนื่องจากมีฟันซี่อื่นมาขวางไว้ มักจะเกิดขึ้นในฟันกรามด้านล่างซี่ที่สาม (ซี่ในสุด) 

 

tooth impaction

 

 

(ปล. รูปข้างบนทำไมต้องมีไฝ แต่ขอบคุณที่มาจากเว็บ 88DB

เราฟังแบบนั้นแล้วแทบจะหน้ามืด เกิดมาเคยได้ยินคนอื่นเค้าพูดกันว่าถอนฟันคุดมันทรมานแบบนู้นแบบนี้ ไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าอยู่ดีๆตัวเองต้องมาเผชิญกับมัน(ใครมันจะไปคิดว่าตัวเองจะมีฟันคุดล่ะ ในเมื่อพยายามรักษาฟันแทบเป็นแทบตาย คนที่อาการปกติดีทุกอย่างก็ไม่มีใครเค้าจะคิดหรอก)

 

สิ่งที่เราเครียดที่สุดคือ หมอถามเราว่าจะผ่ายังไง จะผ่าที่นี่เลยมั้ย เราก็บอก" ค่ะ " แล้วหมอก็บอกว่างั้นจะถอนกับใคร คลีนิกพิเศษหรือนิสิตทันตแพทย์  ถ้าถอนที่คลีนิกพิเศษก็1500-3000 แต่ถ้าเป็นอาจารย์หมอและหมอชำนาญทั้งหมด แต่ถ้าเป็นนิสิตแพทย์ก็ 500  โอ้วพระเจ้า.. ทำไมราคามันช่างต่างกันราวฟ้ากับเหวขนาดนี้ เราเลยปรึกษาทั้งพ่อ แม่ เพื่อน และพี่ทันตะที่รู้จัก ทุกคนลงความเห็นว่า หมอใหญ่ดีกว่าน่ะ เพราะผ่าฟันคุดถ้าให้หมอใหญ่เราก็จะเจ็บน้อย แผลสวยและก็ทำแป๊บเดียวเสร็จ แต่ถ้าเป็นนิสิตแพทย์เราก็จต้องฝากดวงไว้กับเค้าเลย เราเลยเลือกแล้วว่า ต้องหมอใหญ่เท่านั้น ชีวิตชั้น ไม่ขอนอนบ้วนน้ำลายปนเลือดข้ามคืนอีกต่อไป (แต่ผ่าทีละข้างน่ะ เพราะถ้าผ่าสองข้างรวด ก็จะไม่มีข้างไหนไว้ให้เคี้ยวได้เลย)
 
เรา... ปวดเหงือกแค่ข้างเดียว ฟันเราก็ดูปกติดีในสายตาเราและเพื่อนๆ แล้วมันก็ไม่ได้มีอาการใดๆเลย นอกจากปวดเหงือกเพียงด้านเดียวที่เป็นๆหายๆ แต่สิ่งที่พบกลับสวนทางกัน เรามีฟันคุดตั้ง "สามซี่" โอ้ว! แม่เจ้า....

สิ่งที่เราได้ในวันนี้คือ ให้เราพยายามแค่ไหน ทั้งๆที่คิดว่าตัวเองรักษาฟันดีแล้ว แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้(ถ้ามีฮานามิ เฮ้ยไม่ใช่) เพราะฉะนั้น ถ้าเลือกได้ เราแนะนำเลยว่า นอกจากไปตรวจฟันทุกเดือนแล้ว ยังแนะนำให้ไปx-rayฟันทุกปี หรืออย่างน้อยสองปีครั้ง อาจจะทำให้เราได้เห็นถึงปัญหาที่ซ่อนอยู่ลึกๆของมันได้เร็ว ดีกว่าต้องเสียเงินรวดเดียวเกือบหมื่นหรือต้องทรมานจากการผ่าฟันเหมือนเรา

"อกหัก รักคุด" ก็แค่เจ็บใจ ไม่นานก็หาย
แต่ "ฟันคุด" มันทั้งเจ็บตัว ทั้งเจ็บใจ แถมยังต้องเสียเงินมากมายเนื่องจากฟัน มันต้องอยู่กับเราไปทั้งชีวิต(อยู่กับเรายิ่งกว่าแฟนเราซะอีก)เพราะงั้น ถ้าเลือกได้ รักษาแต่เนิ่นๆดีกว่าน่ะ ดีกว่าต้องฟันหมดปากก่อนวัยอันควร

ปล. ในที่สุดชีวิตก็เข้าสู่เลข 2 ซะแล้วเรา อ้ากกกก เวลาในการมีชีวิตอยู่มันก็ลดลงน่ะซิ แต่ไม่เป็นไรอายุ 20 มันก็เหมือนกับการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆนั่นแหล่ะ แถมยังได้ของแถมเป็นฟันคุดสามซี่ + ตกมีนอีกหลายตัว แต่... รู้ตอนนี้ก็ยังดี อย่างน้อยก็จะได้แก้ไขทัน ดีกว่ามารู้ทีหลัง ไม่ว่าจะเรื่องฟันหรือเรื่องเรียน ขอบคุณโชคชะตาที่ให้โอกาสเราแก้ตัว...

ปล.2 ขอบคุณปะป๊าและมะม๊าที่ทำให้หนูได้ลืมตาดูโลกนี้ครบยี่สิบปีแล้วน่ะค่ะ (ขอบคุณม๊าสำหรับกับข้าวแสนอร่อยทุกๆวัน) รวมถึงขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่ช่วยดูแล ห่วงใยมาโดยตลอด เราทำผิดไรไปก็ขอโปรดอภัยให้เราด้วย(ข้าน้อยขออภัย) เราก็เป็นแค่ New Soulเท่านั้น อาจทำอะไรผิดพลาดไปอีกมากมาย

edit @ 20 Aug 2008 21:10:14 by Flying_dreamer