เหงา...แบบไร้สาเหตุ

posted on 30 Jul 2008 22:38 by flying-dreamer  in Event
คุณเคยเป็นโรคเหงาแบบไม่มีสาเหตุมั้ยค่ะ โรคที่อยู่ดีๆ คุณก็รู้สึกว่าโลกทั้งใบของคุณมันช่างเงียบเหงา เคว้งคว้างทั้งๆที่มีคนที่คุณรักมากมายรอบตัวคุณ ทั้งพ่อ แม่ พี่น้อง ครอบครัวของคุณ เพื่อนของคุณ และคนอีกมากมายที่ห่วงใยคุณ

โดยปกติ ชั้นจะเป็นคนที่ยิ้มร่าเริงให้กับทุกคนอยู่เสมอ เมื่อใดที่โกรธ เหงา หรือรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอ ชั้นก็จะสามารถทำให้ตัวเองกลับมายิ้มและหัวเราะได้อย่างรวดเร็วหรือในระยะเวลาสั้นๆ แต่อยู่ดีๆกลับกลายเป็นโรคเหงาและซึมเศร้าขึ้นมาซะอย่างงั้น

ชั้นไม่รู้ตัวเลยว่าความรู้สึกแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง และเมื่อไหร่ มันเป็นความรู้สึกที่โหดร้ายทารุณต่อจิตใจชั้นมาก เพราะมันทำให้ชั้นยิ้มและหัวเราะได้น้อยลง ทำให้หัวใจที่ชุ่มฉ่ำของชั้นปราศจากรอยยิ้มที่เคยเติมเต็มให้กับทุกๆวันของชั้น ชั้นไม่อาจจะหัวเราะและร่าเริงได้เหมือนเมื่อก่อน... มันเกิดอะไรขึ้นกับชั้นกันแน่น่ะ

หลายวันมานี้ ชั้นพยายามค้นหาคำตอบด้วยตนเอง คุยกับเพื่อน พยายามฟังข่าวหรือรายการทางทีวีเพื่อหาคำตอบของปัญหานี้ แต่ชั้นก็ไม่อาจตั้งคำถามได้ว่า ตอนนี้ชั้นกำลังเป็นอะไร ชั้นได้แต่คิดไปต่างๆนานาว่าเกิดจากความเครียดเรื่องสอบ ไม่ก็ปัญหาเรื่องน้ำหนักของชั้น ประจำเดือนมาไม่ปกติรึเปล่า? หรืออะไรอีกมากมายที่น่าจะเป็นไปได้ แต่มันก็ยังไม่ใช่ มันยังไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงที่เกิดขึ้นกับชั้น

ชั้นไม่เข้าใจทำไมตัวเองถึงรู้สึก เหงา เครียด เบื่อ เซ็ง รำคาญ เหนื่อย หงุดหงิด โกรธแบบไร้สาเหตุ เศร้า หรือแม้กระทั่งน้ำตาไหลออกมาเองทั้งๆที่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร

สิ่งที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ การที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเผชิญหน้ากับอะไรอยู่ ชั้นไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเป็นโรคบ้าอะไร หรือเครียดเรื่องอะไร ชั้นไม่รู้ว่าสาเหตุมันเกิดจากอะไรด้วยซ้ำ...

ที่ชั้นเล่าในวันนี้ เพราะอยากจะหาคำตอบให้กับตัวเองว่าตัวเรากำลังเป็นอะไรอยู่ มีใครเคยเป็นเหมือนชั้นบ้างมั้ย? แล้วมีใครพอจะรู้วิธีที่ทำให้รู้สึกดีขึ้นมั้ย ที่แน่ๆเรายังไม่อยากพบจิตแพทย์น่ะ ถ้าไงขอวิธีธรรมดา ธรรมชาติทั่วไปก่อน




ปล. ถึงทุกคนที่ชั้นรัก ชั้นรู้ว่าคุณเป็นห่วงชั้น แต่ไม่ต้องห่วง ชั้นจะพยายามหาทางกลับมาเป็นตัวเองเหมือนเดิมให้ได้ และชั้นจะไม่มีทางทำร้ายตัวเองด้วยการทำลายชีวิตของชั้นแน่ๆ
ปล.2 ถึงมะม๊าที่รัก ไม่ต้องห่วงหนูน่ะค่ะ หนูรู้ว่ามะม๊าก็เข้ามาอ่านบล็อคของหนู หนูแค่รู้สึกว่า " เหงาและเศร้า " เกินกว่าปกติเท่านั้นเอง และสาเหตุก็ไม่ใช่จากปะป๊า มะม๊า และเจ้แน่นอน!!

ตอนนี้เปิดเทอมแล้ว หลังจากปิดเทอมมานานเกือบสามเดือน และเพิ่งจะสำเนียกตัวเองได้ว่าดองบล็อกไว้นานแล้วน่ะ!!!! ก็เลยตัดสินใจอัพซักหน่อยพอเป็นพิธี

ตอนปิดเทอมไป มันเหมือนช่วงเวลามันผ่านไปเร็วมาก มีอะไรมากมายที่ต้องทำแล้วก็ทำไป เช่นเรียนซัมเมอร์ ซ้อมสันเตรียมรับน้อง(อันนี้ซ้อมตลอดแต่ไม่ได้ไปทำวันจริง เพราะไปถ่ายรูป) ถ่ายรูปงานต่างๆของมหาลัยฯ ไปงานศพแม่เพื่อน ไปเลี้ยงส่งพี่ที่รักและเคารพคนหนึ่ง ไปเที่ยวกับเพื่อน ทำความสะอาดห้องชมรมครั้งใหญ่(Big Cleaning Day) อบรมถ่ายภาพ งานฟุตบอลประเพณี แล้วก็อีกมากมาย บราๆ..

 

แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันสะเทือนใจมากที่สุดมีอยู่สามเรื่องก็คือ

เรื่องแรกคือ เราไม่ติดภาคที่อยากได้ แต่ก็ทำใจไว้แล้วเหมือนกัน เราเองก็เป็นปุถุชนธรรมดาสามัญจะให้สมหวังในทุกประการเหมือนฟ้าประทานพรก็หาไม่ เรียนก็ไม่ได้เก่งพอที่จะไปต่อสู้แย่งชิงภาคดีๆเหมือนคนอื่นเค้า

แถมภาคที่ได้ก็ไม่ใช่ว่าเลวร้ายเลย อันที่จริง เป็นอีกสาขาหนึ่งเหมือนกัน ที่เราสนใจ (แต่มันไม่ค่อยมีคนรู้จักเท่านั้นเอง ฮ่าๆ) เป็นภาควิชาพฤกษศาสตร์ สาขาพันธุศาสตร์ ตอนแรกก็แอบเครียดน่ะ เพราะปกติคณะวิทยาฯก็ถูกดูถูกจากคณะอื่นอยู่แล้ว แถมภาคเราก็เป็นภาคเล็กๆไม่เหมือนชีวเคมีหรือจุลชีวะ ที่คนอื่นมักจะรู้จักหรือเป็นที่นิยม ที่สำคัญภาคเหล่านั้นก็จะคะแนนสูงกว่าด้วย ภาคเล็กๆก็เลยมักจะถูกดูถูกจากภาคในคณะเดียวกัน 

แต่ตอนนี้ถึงจะไม่ใช่สาขาที่ดีที่สุด แต่ก็เป็นสาขาหนึ่งที่เราก็อยากเรียน ดังนั้น อิชั้นก็จะขอสู้ตายถวายหัวกับสาขาวิชานี้แล้วกันน่ะ ขอทำวันนี้ให้ดีที่สุดแล้วกัน... ฮ่าๆๆ สู้โว้ย

 

เรื่องที่สอง เพื่อนสมัยม.ปลายโทร.มาชวนไปงานศพแม่เพื่อน อันนี้รู้สึกเศร้าจริงๆ เพราะเราเองก็เคยได้ข่าวมาเหมือนกันว่าแม่เค้าเข้าโรงพยาบาลเพราะโรคมะเร็งระยะสุดท้ายตั้งแต่ช่วงที่ไปมีทติ้งห้องแล้ว แต่ไม่นึกว่าท่านจะเสียเร็วขนาดนี้หลังจากนั้นประมาณเดือนเดียวเอง

ตอนเราทราบข่าวก็รู้สึกเป็นห่วงเพื่อนมาก เพราะถ้าเกิดเป็นแม่เรา เราคงจะต้องเสียใจมากแน่ๆ แต่พอได้เจอเพื่อนเราตอนไปงานศพ เค้ากลับสามารถยิ้มแย้ม พูดคุยกับเพื่อนได้ตามปกติ แถมตอนไปแสดงความเสียใจกับเค้า ยังโดนเพื่อนคนอื่นแซวอีกว่า แหม่ เจ๊ดูหน้าตาเสียใจยิ่งกว่าเจ้าของงานซะอีกน่ะ! ทำเอาเราเอ๋อไปเลย

โดยปกติเราจะไม่ไปพวกงานศพหรืองานแต่งอยู่แล้ว ถ้าไม่สนิทจริงๆ อย่างงานศพเนี่ย ครั้งเดียวจริงๆตอนยายเราเสียสมัยเด็กๆ แต่พอได้ไปตอนโตมันกลับช่วยให้เราได้คิดจริงๆน่ะ

เรื่องเหล่านี้ทำให้เราประจักษ์ถึงคำกล่าวที่ว่าชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่ความจีรังยั่งยืน ไม่แน่นอน คงเปรียบได้กับสายน้ำล่ะมั้ง ที่เมื่อไหลออกมาจากแหล่งกำเนิด ก็ต้องไหลเปลี่ยนไปตามรูปร่างของสิ่งแวดล้อม บ้างก็โดนแสงแดดเหือดหายไป บ้างก็ถูกใช้จนสกปรก บ้างก็ใสแจ๋ว บ้างก็ถูกกลั่นกลองให้กลับมาขาวใสได้ บ้างก็กลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่

เฮ้อ... ดังนั้นเราคิดว่าชีวิตก็เป็นอะไรที่น่ามหัศจรรย์จริงๆน่ะแหล่ะ เรารู้สึกทึ่งในพลังชีวิตของมนุษย์จริงๆน่ะ คนเราสามารถจะทนกับเรื่องทุกข์ขนาดนี้ได้ยังไงกัน แล้วถ้าเป็นเราหล่ะ เราจะทำได้ถึงขนาดนี้มั้ย??

 

เรื่องที่สามคือ กิ๊ฟท์..เพื่อนเราที่เรียนด้วยกัน (เพื่อนสนิทในกลุ่มเลย) มันซิ่วติดนิติฯ มธ. ซึ่งเราก็ยินดีกับมันด้วยนั่นแหล่ะ เพราะเห็นมันบอกว่าอยากเรียนมาตั้งนานแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นในใจก็แอบเศร้ามากๆ เพราะอยู่ด้วยกันมาตั้งปีนึง สนิทกันทั้งกลุ่ม แล้วถ้ามันจะขาดใครซักคนนึงไปคงเป็นอะไรที่ เหงา เศร้าสุดๆ แต่เรากับเพื่อนในกลุ่มก็ยังอยากให้เพื่อนเราได้อะไรที่คิดว่ามันชอบที่สุดนั่นแหล่ะ ถึงมันจะไกลกันมากก็เถอะ จากรังสิต ถึงสามย่าน เฮ้อ... ยังมีอีกคน ทราย..คนนี้ก็สนิทกันมากในกลุ่ม แต่ทว่า มันซิ่วติดอักษรฯจุฬาฯ พวกเราเลยรู้สึกว่ามันยังอยู่ใกล้ๆ ห่างกันไม่กี่ก้าว เดินไปก็ถึง

แต่กิ๊ฟท์มันไม่เหมือนกัน กิ๊ฟท์ต้องไปอยู่ในที่ไกลๆ อีกไม่นานกิ๊ฟท์ก็จะมีเพื่อนใหม่ แล้วก็จะลืมพวกเรา แต่ถึงอย่างนั้น พวกเราก็จะคิดถึงกิ๊ฟท์ทุกวันเลยน่ะ หุๆๆ หวังว่ากิ๊ฟท์จะรู้ถึงความรู้สึกของพวกเราทุกคนน่ะ

ตอนนี้เราได้เพื่อนใหม่มาอีกคนชื่อตั๊ก เพราะอยู่ภาคเดียวกัน แล้วเพื่อนเค้าเองก็ซิ่วไปเหมือนกัน แถมยังแยกๆกันไปตามภาคที่เลือกอีก ตั๊๋กก็เลยมาอยู่กลุ่มเดียวกับเรา เรารู้ว่าเค้าเองก็ค่อนข้างจะต้องปรับตัวซักหน่อย เพราะเรากับเพื่อนอยู่กับกลุ่มเรามานานแล้ว แต่เค้าเนี่ย จะเจอกันก็ไม่บ่อยเฉพาะบางเซคชั่นที่เรียนด้วยกัน ดั

งนั้น ตอนนี้ที่เราเห็นคือ ตั๊กเองก็กำลังพยายามอยู่ที่จะปรับตัวเข้าหาพวกเรา เราเองก็รู้ ยิ่งบางทีคุยกัน เค้าก็จะไม่รู้เพราะเป็นเรื่องในกลุ่มเรา แต่เราเองก็อยากบอกให้เค้ารู้น่ะว่า ไม่ต้องพยายามมากเกินไปหรอกน่ะ เราเข้าใจ ตัวเรากับเพื่อนเองก็ไม่อยากทำให้เพื่อนเครียด หรือเหงา เพราะรู้ว่าการจะเข้ากลุ่มใหม่แบบนี้มันยากแค่ไหน  แต่อยากให้รู้ไว้ว่า พวกเรายินดีรับเพื่อนใหม่เสมอ...

.

.

สามเรื่องนี้มันทำให้เราได้คิดอะไรมากมายเลย ทั้งก่อนและหลังเปิดเทอมแล้วหนึ่งสัปดาห์... การได้คิดทบทวน การได้เรียนรู้ การได้รู้จักความทุกข์ มันทำให้เราเข้มแข็งขึ้นจริงๆน่ะ ชีวิตก็แบบนี้แหล่ะเนอะ!!!
อิอิ อาจจะเว้นยาวเลยช่วงนี้ ไม่ค่อยมีเวลาแล้ว ต้องขยันหน่อย เรียนก็เยอะ การบ้านก็เยอะ ฝากให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านบล็อกเราสู้ๆกันต่อไปน่ะ อย่าเพิ่งท้อ ชีวิตมีอะไรอีกตั้งเยอะ

edit @ 8 Jun 2008 10:04:06 by Flying_dreamer

"ทบทวน"

posted on 12 May 2008 23:42 by flying-dreamer  in Event

วันนี้ อยู่ๆก็มีน้องคนนึงแอดเข้ามาถามเรื่องการสอบสัมภาษณ์ของคณะวิทยาฯ เราก็หืมมมม อะไรหว่า น้องก็บอกว่าอ่านจากบล็อคเรา โอ้ววววว เคยลงไว้นี่หว่า ลืมไปแล้วน่ะเนี่ย

.

แล้วก็มานั่งอ่านเรื่องเก่าๆของตัวเองที่ลงไป.... รู้สึกว่ามันช่างยาวจริงๆ ตอนนั้นพิมพ์ไปได้ไงไม่รู้เหมือนกัน แต่รู้สึกว่าจะเถือกมากจริงๆ อ่านไปก็นึกขำตัวเองเหมือนกันน่ะ ว่าตอนนั้นทำไมออกแนวติงต๊องอะไรปานนั้นนี่ ทำไปได้จริงๆ  เวลาหนึ่งปีนี่มันช่างผ่านไปเร็วจังน่ะ ไม่ทันไรก็ผ่านไปล่ะ ทำให้ได้คิดทบทวนเรื่องราวหนึ่งปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในรั้วจามจุรีฯแห่งนี้

1. ได้ตะโกนว่า "เราก็เอ็นท์ฯติดได้เหมือนกัน ฮ่าๆๆๆ" (แอดมิชชั่นไม่ใช่รึ??)

2. ได้เจอเพื่อนมากมาย และมีกลุ่มเพื่อนสนิท 1 กลุ่ม

3. ได้มีพี่รหัสและสายรหัสเป็นครั้งแรกในชีวิต

4. ได้สวมรองเท้าเปปเปอร์มิ้นท์ และถุงเท้าคล้ายถุงน่องสั้นๆ

5. ได้สวมชุดนิสิต ที่มีตราพระเกี้ยวบนหน้าอก

6. ได้ถวายสัตย์และได้ถวายบังคมที่พระบรมรูปทรงม้า

7. ได้เจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานาน อย่างเพื่อนตอนม.ต้น

8. ได้บอกรักครั้งแรก

9. ได้อกหักครั้งแรก (ต่อจากข้อข้างบนเลย--> แต่ก็รู้สึกดีน่ะ ให้อารมณ์เพลงอย่างน้อยอ่ะ "อย่างน้อยชั้นเคยได้รักเธอ รักเธอโดยไม่หวังอะไร..." มันทำให้เกิดการเรียนรู้ และจดจำได้ดีเชียวหล่ะ)

10. ได้เข้าชมรมCU photo (อันนี้ถือว่าประทับใจสุดๆๆๆๆ ไม่ว่าจะพี่ เพื่อน และอื่นๆ)

11. ได้ไปพิชิตภูกระดึงกับชมรมข้างบน ^

12. ได้เผชิญกับเกรดเกือบทุกอันยกเว้น A กับ F (คือมันจะถึงก็ไม่ถึง แต่มันจะตกต่ำขนาด F ก็ไม่ขนาดนั้น)

13. ได้เรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาด พร้อมกับยอมรับมัน แล้วก็แก้ไขให้มันดีขึ้น

14. ได้รู้ว่าตลาดนัดวันศุกร์ มันทำให้เราสุขใจได้จริงๆเวลาหิว

15. ได้รู้ว่าจักภาระที่หนักอึ้งจากการมี พระเกี้ยวอยู่บนอก มันทั้งหนักหนาสาหัส มันทั้งยากเย็นแสนเข็น แต่มันก็มาพร้อมกับความภาคภูมิใจด้วยเช่นกัน

16. ได้รู้ว่า เพื่อน จะเห็นน้ำใจกันก็ไอช่วงสอบนี่แหล่ะ.... (ไม่ได้หมายถึงลอกข้อสอบน่ะ!! หมายถึงเรื่องชีท)

17. ได้รู้จักคำว่า การให้ ทำให้มีความสุขมากกว่าการรับเป็นล้านเท่า

18. ได้เรียนรู้สังคมของการเอาตัวรอด (ออกแนวรายการ Survival เลย ฮ่าๆๆๆ ตูจะเอาตัวรอดจากการสอบครั้งนี้ได้หรือไม่ต้องติดตาม!!)

19. ได้รู้จักคำศัพท์หลายคำ ไม่ว่าจะเป็น เนิร์ด(Nerd) เกรียน เทพ อัจฉริยะฯลฯ

20. ได้มีกล้อง D-SLR เป็นของตัวเองด้วย โอ้ว น้องเฉาก๊วยที่รัก ถึงเธอจะดำ แต่ชั้นก็จะรักเธอตลอดไป

 21. ได้ประจักษ์ถึงน้ำใจของเพื่อนจริงๆ ยามเราลำบาก เพื่อนเราช่วยได้เยอะมาก ถ้าขาดเพื่อนในมหาลัยฯ คงอยู่ยากกว่านี้เป็นล้านเท่าอ่ะ

 22. ได้ทำอะไรบ้าๆ ไร้สาระอีกหลายเรื่องด้วย ฮ่าๆๆ (บล็อคนี้ก็เป็นหนึ่งในความไร้สาระเช่นกัน ฮ่าๆ)

23. (สุดท้ายแล้ว) ได้เขียนบล็อคนี่ไงหล่ะ ฮ่าๆๆๆๆ ไม่เคยเขียนเลยจนกระทั่งเข้ามหาลัย ดีใจอ่ะ อย่างน้อยก็มีบล็อคเป็นของตัวเอง

(จริงๆมีอะไรอีกมากมายที่อยากจะเขียนน่ะ แต่นึกไม่ออก<--- แล้วรู้ได้ไงว่ามีอีก งงตัวเองจริงๆ!!!)

 

.

.

ขอบคุณพ่อแม่ พี่สาว และเพื่อนๆทุกคนจริงๆที่อยู่เคียงข้างเรามาโดยตลอด

ขอบคุณในน้ำใจของพวกคุณที่ช่วยเราให้ผ่านปัญหาต่างๆมาได้เรื่อยๆ

ขอบคุณชะตาที่ทำให้เราได้มีโอกาสดีๆอย่างนี้

และก็ขอบคุณ Exteen Blogที่ทำให้เรามีที่เขียนอะไรออกมาเช่นกัน

edit @ 13 May 2008 00:28:29 by Flying_dreamer